คลื่นความโน้มถ่วง(gravitational waves)

สวัสดีครับ ผมเชื่อว่าในวันสองวันที่ผ่านมานี้ Facebook นั้นเต็มไปด้วยข่าวเกี่ยวกับการค้นพบ gravitational waves ของ LIGO ไงเดี่ยววันนี้จะมาเล่าคราวๆให้ฟัง (แต่ยังไงผมต้องออกตัวก่อนว่าไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้หากมีประเด็นไหนใครต้องการเพิ่มเติมก็โอเคเลยครับ)

ปล link ที่ไห้ด้านล่างอ่านง่ายอยู่ครับ

เรามาเริ่มต้นที่ทฤษฎีสัมพัธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์นั้น บริเวณรอบตัวเราเกิดจากการทักทอของ space-time ใน 4 มิติ (3 มิติของตำแหน่ง+1 มิติของเวลา)เพื่อความง่ายต่อความเข้าใจ เราจินตนาการว่า space-time เป็นแผ่นชีท 2 มิติ ดังรูป

space-time ใน 2 มิติ

หากเราว่างลูกเหล็กลงไปชีทนี้ตามรูปด้านล่างจะทำให้เกิดการบิดโค้งของ space-time ยิ่งลูกบอลมีมวลมากก็จะทำให้เกิดการบิดโค้งมากขึ้นตามลำดับ รูปด้านล่างแสดงให้เห็นถึงความต่างของการบิดโค้งของ space-time สำหรับวัตถุที่มวลต่างกัน

ลูกบอลมวลต่างกันก็จะทำให้ space-time บิดโค้งได้ไม่เท่ากัน มวลมากก็จะส่งผลต่อการบิดโค้งมาก
รูปด้านบนแสดงการโค้งงอของ space-time สำหรับดวงอาทิตย์ ดาวแคระขาว และหลุมดำ(ธรรมชาติของการบิดโค้งต่างจากสองอันแรกเพราะจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า singularity และขอบเขตที่เรียกว่า ขอบฟ้าของเหตุการณ์ (event horizon) หรือบริเวณที่เลยเข้าไปแล้วกลับออกมาไม่ได้แม้กระทั้งแสง)

การบิดโค้งของ space-time นั้นได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริงตามทฤษฎีเป็นที่เรียบร้อย ถึงตอนนี้อาจจะคิดว่าเกี่ยวยังไงกับ gravitational waves กับสิ่งที่อธิบายไปข้างต้น ต้องบอกว่าอาจจะไม่เกี่ยวโดยตรง แต่ก็เป็นแนวคิดพื้นฐานในการทำความเข้าใจการเกิด gravitational wave

ตามทฤษฏีของไอน์สไตน์นั้นวัตถุทรงกลมที่หมุนรอบแกนศูนย์กลางมวลนั้นไม่สามารถทำให้เกิด gravitational waves ได้สรุปคือทำได้แค่บิดโค้ง space-time แต่หากเป็นระบบมวลคู่หมุนรอบกัน เช่น หลุมดำสองหลุม หรือ ดาวนิวตรอนสองดาว จะก่อให้เกิดการกระเพื่อมของ space-time ดังรูปด้านล่าง เราอาจจะคิดเปรียบเทียบได้กับการเอามือค้นน้ำในอ่าง เจ้าคลื่นของการกระเพื่อมของ space-time นี้เรียกว่า gravitational waves ที่ LIGO ตรวจจับเจอนั้นเอง สำหรับคู่มวลที่ขนาดใหญ่ก็จะยิ่งทำให้เกิดเจ้าคลื่นนี้ได้รุนแรงได้มาก

เจ้า gravitational waves นี้จะทำให้ space-time นั้นโดนดึงออกแล้วบีบอัดสลับกันไปและเดินทางด้วยความเร็วแสง ลองนึกภาพตัวเราภายใต้เจ้า gravitational waves นี้ ตัวเราจะโดนดึงให้กว้างขึ้นตามแนวนอนและหดลงตามแนวดิ่ง จากนั้นจะโดนบีบอัดตามแนวนอนและยืดออกตามแนวดิ่ง ดูภาพจำลองตาม

http://techcrunch.com/2016/02/11/einsteins-gravitational-waves-have-been-detected-for-the-first-time/

การทำนายของการมีอยู่ของเจ้า gravitational waves นี้ถือว่ามีมานานมากแล้ว แต่ยังไม่มีการตรวจพบ มีความพยายามมาก่อนแต่ที่ได้นั้นไม่ใช่ gravitational wave เหตุที่ทำให้มันตรวจพบได้ยากนั้นเพราะมันอ่อนมากๆนั้นเอง

ทีม LIGO นั้นออกแบบเครื่องวัดเจ้า gravitational waves นี้โดยยิงลำแสงเลเซอร์ จากนั้นแยกออกเป็นสองลำตั้งฉากกันยาว 4 กิโลเมตรตามรูป เมือวิ่งไปสุดแล้วให้สะท้อนกลับมากลับไปประมาณ 400 รอบ ตามรูป

จากนั้นเรานำลำแสงทั้งสองลำมาเจอกันซึ่งจะเกิดการแทรกสอดระหว่างแสงทั้งสองลำ แต่ผลของการแทรกสอดเป็นแบบทำลายล้างกัน (จุดสูงสุดของคลื่นหนึ่งตรงกับจุดตำ่สุดของอีกคลื่นหนึ่ง) ดังรูปด้านล่าง

คราวนี้หากว่ามี gravitational wave มานั้นจำทำให้เกิดการยืดหดของ space-time บริเวณเครื่องวัด ดังรูป

เมื่อคลื่นแรงโน้มถ่วงมาจะทำให้แขนทั้งสองข้างยืดหดไปมา

การยืดหดของแขนทั้งสอง ส่งผลทำให้รูปแบบของการแทรกสอดเปลี่ยนไป ดังรูป นั้นคือ จากทำลายล้างกันหมด เมื่อ peak เลื่อนไป ก็ทำให้เหลือผลของการแทรกสอดบ้างส่วน

ปัญหาที่ทีมนักวิจัย LIGO นั้นต้องคิดเป็นอย่างหนักจากที่อ่านดูนั้นคือ จะจัดการเจ้าพวกที่เป็น background noises ออกไปได้อย่างไร เพื่อทำให้แน่ใจว่าเจ้าสิ่งที่ตรวจจับได้นั้นเป็นเจ้า gravitational waves จริงๆ แต่ว่าเจ้าคุณลักษณะทำคัญของเจ้าสัญญาณ gravitational waves นั้นคือ เจ้ารูปแบบของการแทรกสอดจะมีการสั่นไปมาเนื่องจากยืดหดของแขนทั้งสองข้างของลำเลเซอร์

สัญญาณการแทรกสอดที่สั่นไปมา

รูปด้านล่างเป็นรูปสัญญาณที่ทาง LIGO ตรวจจับได้ ซึ่งเป็น graviational waves ที่ผลิตจากหลุมดำสองหลุมที่หมุนรอบกัน ในช่วงแรกนั้นหลุมดำทั้งสองหมุนรอบกันและผลิตคลื่นแรงโน้มถ่วงออกมา หลุมดำทั้งสองนั้นสูญเสียพลังงานผ่านเจ้า gravitational waves ต่อมาเมื่อหลุมดำทั้งสองเข้ารวมตัวกันนั้นจะส่งคลื่นแรงโน้มถ่วงออกมาสูงสุด หลังจากนั้นก็รวมกันเป็นหลุมดำอันใหม่

สัญญาณที่คำนวนได้จากทฤษฏี
สัญญาณที่ตรวจจับได้จริงๆ (สีที่ต่างกันเพราะมาจากเครื่องวัดสองตัว)

ประเด็นที่ต้องไม่ให้สับสน ระหว่าง gravitational waves กับ Primordial gravitational waves เพราะเจ้า Primordial gravitational waves นั้นเกิดมาจาก Big Bang ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ LIGO พยายามตรวจหา

คำถามที่ตามมาว่าทำไมการเจอเจ้า gravitational waves นี้ถึงสำคัญมากมายจนทำให้คนทั่วโลกตื่นเต้นนักหนา

ประการแรกคือ อาจจะเป็นการเปิดหน้าใหม่ของการสำรวจจักวาลของเรา เพราะปัจจุบันเราสำรวจจักรวาลแบบอาศัยแสง ดังนั้นการมีอยู่ของคลื่นแรงโน้มถ่วงนั้นเป็นการเปิดแนวทางใหม่ในการสำรวจปรากฏการณ์ต่างๆในแบบที่แสงทำไม่ได้

ประการที่สองคือเรารู้ว่าแหล่งของที่มาของ gravitational waves นั้นมาจากระบบมวลคู่ซึ่งอาจจะเป็น การหมุนวนระหว่างหลุมดำแล้วเข้าร่วมตัวกันเป็นต้น ดังนั้นการมีอยู่ของ gravitational waves นั้นเป็นการยืนยันการมีอยู่ของระบบดังกล่าว หรือพูดอีกอย่างหลุมดำนั้นมีอยู่จริงนั้นเอง

ประการที่สามคือ ที่ผ่านมาการทดสอบทฤษฎีสัมพัธภาพ เช่น การเลื่อนไปของวงโคจรของดาว Mercury นั้นอยู่บนสมมุติฐานว่า space-time นั้นเป็นแบบ static แต่การมีอยู่ของ gravitational waves นั้น space-time นั้นจะเปลี่ยนไปกับเวลานั้นเอง


Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *